วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว


กะเหรี่ยงคอยาว เป็นชนกลุ่มน้อยมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศพม่า เมื่อสมัยก่อนเกิดการสู้รบครั้งใหญ่ระหว่างกอง กำลังกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่า มีผลทำให้ประชากรกะเหรี่ยงคอยาวได้รับผลกระทบจึงพากันอพยพหนีภัย สงครามเข้ามาอาศัยตามตะเข็บ แนวชายแดน และบางส่วนได้เข้ามาอาศัยในเขตประเทศไทยในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว สามารถเที่ยวชมได้ในหลายพื้นที ถึงแม้ว่าในปัจจุบันหมู่บ้าน กะเหรียงคอยาวจะแปรสภาพไป ตามสังคมที่เปลี่ยนไป ดูเป็นในลักษณะเชิงธุรกิจมากขึ้นไม่เป็นธรรมชาติของ ชุมชนและวิถีชีวิตดั้งเดิมเหมือนแต่ก่อน แต่ถึงอย่างไร กะเหรี่ยงคอยาว ยังถือว่าเป็นไฮไลท์ของ การท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน ที่ยังได้รับความนิยมแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เปลี่ยนแปลง

แม่ฮ่องสอนสามารถชมกะเหรี่ยงคอยาวได้ 3 หมู่บ้าน

1. บ้านห้วยเสือเฒ่า

เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่อยู่ใกล้เมืองมากที่สุด รถยนต์สามารถเข้าถึงจึงมีนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาเที่ยวชม กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่เป็นจำนวนมาก กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่จะมีประมาณ 20 หลังคาเรือน อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามา อยู่ที่แม่ฮ่องสอนนานแล้ว ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม ภายในหมู่นักท่องเที่ยวสามารถมาชมวิถีชีวิต และถ่ายรูปกับ กะเหรี่ยงคอยาวไดหากมาในช่วงวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ ยังจะได้พูดคุยและถ่ายรูปกับเด็ก ๆ ชาวกระเหรี่ยงซึ่งแต่ ละคนหน้าตาน่ารักและช่างเจรจา ซึ่งวันธรรมดาเด็ก ๆ พวกนี้จะไปโรงเรียน นอกจากนี้บ้านแต่ละ หลังจะมีการนำ ของที่ระลึกมาขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นการสร้างรายได้ สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เล็ก ๆ น้อยราคาไม่แพงมาก
การเดินทาง
จากตัวเมืองไปทางอำเภอขุนยวมผ่านหน้าศาลากลาง ถึงแยกไฟแดงซ้ายมือจะมีป้อมตำรวจเล็ก ๆ ตรงมุมถนน ให้เลี้ยว
บรรยากาศภายในหมู่บ้าน




2. บ้านในสอย
เป็นกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยพมาจากบ้านน้ำเพียงดิน บ้านในสอยเป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่พอๆ กับที่บ้านน้ำ เพียงดินมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายกัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลำห้วยไหลผ่าน
การเดินทาง จากแม่ฮ่องสอนให้มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่จะไปอำเภอปางมะผ้าและอำเภอปาย ทางหลวงหมายเลข 1095พอไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 198 -199 จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านรักไทย จากนั้นให้เลี้ยวตามป้ายไป ขับไปเรื่อย ๆ จะเจอสามแยกมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านในสอย ขับไปตามป้ายบอกทางไปเรื่อย ๆ ก็จะ ถึงหมู่บ้าน สภาพทางช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้ายจะเป็นถนนลูกรัง ต้องข้ามลำห้วย และขึ้นเนินค่อนข้างชัน ควรใช้ บริการรถเช่าเข้าชมหมู่บ้าน หากขับรถไปเอง รถโฟร์วีลก็ไม่มีปัญหาอะไรรถมอเตอร์ไซต์เข้าถึงได




 3. บ้านน้ำเพียงดิน
เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงได้ บ้านน้ำเพียงดินเป็นชุมชน ดั้งเดิมของกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยบจากฝั่งประเทศพม่าเข้ามาอยู่ในไทย ก่อนที่จะแยกไปอยู่ที่บ้านน้ำเพียงดินและ บ้านในสอย ดังนั้นที่นี่จึงเป็นชุมชนที่ค่อนข้างใหญ่และเก่าแก่ และยังคงดำรงวิถีชีวิตแบบชาวกระเหรี่ยงดั้งเดิม อยู่มาก หมู่บ้านตั้งอยู่ริมน้ำปาย การไปชมกระเหรี่ยงคอยาวที่นี่จำเป็นจะต้องล่องเรือตามแม่น้ำปายเข้าไปตลอด สองฝั่งน้ำที่ ล่องไปงดงามด้วยวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติทุ่งนาและป่าเขา เรือจะพาไปจอดเที่ยวภายในหมู่บ้าน ซึ่ง นักท่องเที่ยว สามารถเดินชมภายในหมู่บ้านได้ สามารถพูดคุยและถ่ายรูปกับกะเหรี่ยงคอยาว นอกจากนี้ภายใน หมู่บ้านยังมีของฝากของที่ระลึกจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย การล่องเรือทั้งไปและกลับใช้เวลาประมาณ
1-2 ชั่วโมง

การเดินทาง จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเลี้ยวขวาตรงโรงแรมธาราแม่ฮ่องสอนตามเส้นทางไปโป่งแดงประมาณ 14 กิโลเมตร ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำปายให้แยกซ้ายไปตามแม่น้ำจะเห็นเรือหางยาวไว้บริการไปบ้านน้ำเพียงดิน หรือจะขับรถไปสุดทางเพื่อลงเรือที่บ้านห้วยเดื่อก็ได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสารเหมา ลำ ประมาณ 500 บาท นั่งได้ 8 คน ติดต่อท่าเรือบ้านห้วยเดื่อ โทร. 0 5361 3160
ขอขอบคุณข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
http://www.paiduaykan.com/76_province/north/maehongson/LongNeckKaren.html

แพนเค้กพาไปดูสถานที่ท่องเที่ยว

สวนผึ้ง ราชบุรี เมืองมนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา



สวนผึ้ง ราชบุรี เมืองมนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา

สวนผึ้ง ราชบุรี

ท่องเที่ยวสุขใจพบได้ที่ สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (คู่หูเดินทาง)

          สวนผึ้ง เป็นอำเภอหนึ่งของ จังหวัดราชบุรี ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ ภูเขา และน้ำตก พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบสูง ภูมิประเทศของสวนผึ้งนั้นขนาบด้วยเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพรมแดนทางตะวันตกกั้นระหว่างประเทศไทยกับพม่า การเดินทางสะดวก ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงกว่า ๆ จากกรุงเทพฯ ก็ถึงแล้ว  

          สถาน ที่ท่องเที่ยวมีความหลากหลาย ทั้งจากธรรมชาติสร้างและฝีมือมนุษย์รังสรรค์ ที่สำคัญมาเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะหน้าหนาวอากาศจะดีมาก ๆ บ้างก็ว่าเหมือนกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้างก็ว่าเหมือนประเทศนิวซีแลนด์ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็มีอยู่มากมายหลายแห่ง ดังนี้...

โป่งยุบ สวนผึ้ง ราชบุรี
โป่งยุบ

          เป็นการยุบตัวของพื้นดินที่มีลักษณะเป็นหลุม มีความลึกประมาณ 3-5 เมตร ต้องเดินด้วยความระมัดระวังเพราะบางจุดนั้นลึกมากๆ เหมือนกับเป็นเหวขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก การเกิดขึ้นของโป่งยุบ สันนิฐานว่าเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ทำให้แผ่นดินยุบตัวลงแล้วกลายเป็นหน้าผาสูงชัน กินเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นพื้นที่ของเอกชน คิดค่าใช้จ่ายในการเข้าชมตั้งแต่ 40 – 400 บาทแล้วแต่จำนวนคนและขนาดของรถ สอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 08-1255-7500 

บ้านเทียนหอม สวนผึ้ง ราชบุรี



บ้านเทียนหอม

          เมื่อออกมาจากโป่งยุบตรงมาเรื่อย ๆ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 33 เราก็จะได้พบกับสถานที่ท่องเที่ยว ที่อบอวลไปด้วยความหอมละมุนไปทั่วสถานที่ ด้านหน้ามีร้านเสื้อเพ้นท์สดลวดลายสวยงามน่ารัก ใส่แล้วไม่ซ้ำใครแน่นอนเพราะเค้าเพ้นท์มาแบบละตัวเท่านั้น พื้นที่กว้างขว้างมีมุมน่ารัก ๆ ให้โพสต์ท่าถ่ายรูปกันอยู่หลายจุด บริเวณภายในร้านจะจุดเทียนหอมและเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเดินเล่ นให้ความรู้สึกถึงการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี มีการนำของสะสมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตมาจัดวาง เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้เราได้ย้อนนึกถึงวันวานกันอีกด้วย 

          เทียนที่นี่จะเป็นเทียนคุณภาพดีเกรดเอ เพราะเค้านำเขาวัสดุมาจากต่างประเทศ เช่น สีจากเยอรมัน น้ำหอมจากฝรั่งเศส ไส้เทียนจากไต้หวัน และพาราฟินจากประเทศจีน มีร้านอาหารและร้านกาแฟสดให้บริการ สถานที่สังเกตเห็นง่ายเพราะอยู่ติดกับถนนสายหลักอยู่ทางด้านขวามือ เปิดบริการทุกวันเวลา 7.00 - 18.00 น. 




The Scenery Resort & Farm สวนผึ้ง ราชบุรี


 ขับตรงขึ้นไปจากบ้านหอมเทียน จะเจอสามแยกให้เบี่ยงออกไปทางซ้ายแยกภูผาผึ้งรีสอร์ท ขับตรงไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร เราก็จะได้พบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ที่ทำให้คนรู้จักสวนผึ้งกันอย่างแพร่หลาย The Scenery Resort & Farm รีสอร์ทสวย ที่มีสนามหญ้าเขียวสด ลายล้อมด้วยภูเขาสลับซับซ้อนและฝูงแกะสีขาวหลายสิบตัว ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างน่ารัก  

          แน่นอน! กิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือ การให้อาหารแกะรวมถึงการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับน้องแกะนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีมุมสวย ๆ ที่ทางรีสอร์ทได้เซ็ทอัพขึ้นเพื่อให้ได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน แกะที่นี่จะเป็นพันธุ์ผสมชื่อว่า พันธ์คาทาดิน ซึ่งมีความทนต่อสภาพภูมิอากาศ เสียค่าเข้าชมท่านละ 40 บาท จะได้รับหญ้าเนเปียสำหรับเลี้ยงแกะ 1 กำ แต่ถ้าหากไม่พอก็สามารถซื้อเพิ่มได้ในราคากำละ 20 บาท ด้านหน้าจะเป็นที่ตั้งของร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหาร เปิดให้บริการทุกวัน : วันจันทร์-ศุกร์ 10.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 9.00-18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 08-5488-9905 หรือ www.sceneryresort.com


   ธารน้ำร้อนบ่อคลึง


          ตรงขึ้นไปจากซีนเนอร์รี่ฯ เจอสามแยกให้เลี้ยวขวาแล้วขับรถตรงขึ้นไปอีก สังเกตซ้ายมือจะมีป้ายธารน้ำร้อนบ่อคลึง ลักษณะเป็นลำธารเล็ก ๆ มีน้ำไหลซึมออกมาจากตาน้ำใต้ดินไม่ขาดสาย ถ้าขึ้นไปดูที่ต้นน้ำจะพบก้อนหินใหญ่เล็กเรียงลายไปมา ดูสวยงามตามธรรมชาติ มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรี มีน้ำไหลตลอดปี อุณหภูมิของน้ำจะประมาณ 65 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนมากพอที่จะต้มไข่สุกได้ 

          บริเวณต้นน้ำจะมีบ่อแยกเก็บน้ำไว้ให้ชาวบ้านดื่ม-กิน จากบ่อดินด้านล่างสามารถเดินไปที่ต้นธารน้ำร้อนประมาณ 150 เมตร ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเป็นสถานที่ของเอกชน ผู้ค้นพบ คือ นายประยูร โมนยะ เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00–18.00 น. ค่าผ่านประตู 5 บาทต่อท่าน  ค่าอาบน้ำแร่บ่อกลางแจ้งคนละ 20 บาท สระกระเบื้องคนละ 50 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 0-327- 1086


น้ำตกเก้าชั้น หรือ น้ำตกเก้าโจน





          อยู่ห่างจากธารน้ำร้อนบ่อคลึง 1 กิโลเมตร ตอนที่เราไปน้ำออกจะสีแดงสักหน่อย เนื่องจากมีฝนตกบนภูเขา จากลานจอดรถต้องเดินเข้าไปประมาณ 200 เมตร ระยะทางในการเดินชมน้ำตกแต่ละชั้นไม่ไกลกันมากนัก บริเวณต้นน้ำของน้ำตก ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี  ซึ่งมีลักษณะป่าที่อุดมสมบูรณ์ และมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีน้ำซึมซับตลอดเวลา ก่อให้เกิดจากธารน้ำธรรมชาติ ไหลผ่านจากตอนกลางของภูเขา มายังบริเวณด้านล่าง นับรวมได้ 14 ชั้น ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร แต่สามารถเที่ยวได้เพียง 9 ชั้นเท่านั้น ในฤดูฝนจะมีน้ำมาก หินบริเวณน้ำตกชั้นต่าง ๆ เป็นหินแกรนิต ป่าส่วนใหญ่ก็เป็นป่าเบญพรรณ เช่น ยาง เต็ง แดง ประดู่ ชิงชัน รัง มะค่าโมง ฯลฯ มีจุดกางเต้นท์ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้านบน

แก่งส้มแมว (สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์)




          เป็นลำธารไหลลัดเลาะตามโคดหินใหญ่น้อยสลับซับซ้อนกลางแม่น้ำภาชี เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนป่าสิริกิติ์ สภาพโดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณ ภายในสวนป่ามีสวนหย่อม ศูนย์จำหน่ายเครื่องเซรามิคจากคนในบริเวณหมู่บ้าน สวนป่าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้ นานาชนิดอันมีค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม ก่อนถึงแก่งส้มแมวเราจะต้องข้ามสะพานบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านบ่อหวี ทางด้านซ้ายมือจะเห็นต้นไม้สูงขนาดใหญ่ยืนโชว์ราก ใบและกิ่งก้านอย่างสง่างาม

ธรรมสถาน วิโมกสิวาลัย

          อยู่ทางไปแก่งส้มแมว เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 เพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรม เจริญวิปัสนากรรมฐานและเป็นสถานที่ปริวาสกรรม มีสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ สมมุติราช มหามัยมุนี เป็นพระประธานในพระอุโบสถซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง บริเวณภายในมีความสงบและร่มรื่นเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก ระหว่างทางเดินไปสักการะองค์หลวงพ่อ เราก็จะได้พบกับรูปปั้นพระภิกษุสงฆ์หน้าตายิ้มแย้มยืนถือบาตร เพื่อเชื้อเชิญแขกผู้มาเยือนได้มีโอกาสได้ทำบุญร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากจะแนะน ำให้ไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อเพื่อเป็นสิริมงคล

สวนผึ้งออร์คิด

          ใครชอบกล้วยไม้ไม่ควรพลาดกับ "สวนผึ้งออร์คิด" เป็นศูนย์รวม แวนด้า แอสโดเซนด้า ลูกผสมหลากสี สวยงาม มีให้เลือกกันอย่างมากมายชอบต้นไหนก็ซื้อกลับบ้านได้เลย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยยันหลักพัน สถานที่สะอาด บรรยากาศสบาย โดยมีเจ้าของร้านใจดีอย่างคุณอนุโพธิ์  พรายมณี หรือ พี่เล็ก ให้การต้อนรับพร้อมแนะนำให้ความรู้ และข้อมูลเกี่ยวกับต้นกล้วยไม้เป็นอย่างดี พร้อมจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง เปิดให้เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-3272-2230 หรือ www.suanpheungorchids.com

สวนผึ้ง รีสอร์ท



          รีสอร์ทน้องใหม่มาแรงที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะสถานที่พักเค้าสร้างเป็นตัวการ์ตูนน่ารัก ในเรื่องมนุษย์หินฟริ้นสโตนและก้านกล้วย จึงมีผู้นิยมแวะไปถ่ายรูปเก็บภาพความน่ารักของตัวการ์ตูนเหล่านี้ เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 12.00 – 14.00 น. ค่าเข้าชมท่านละ 40 บาท สำหรับเด็ก ชมฟรี

          นอก จากสถานที่ท่องเที่ยวที่ต่าง ๆ เราได้กล่าวมาแล้ว เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจในการท่องเที่ยวทริปนี้ของเรา ที่ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด นั่นคือ บรรยากาศอันแสนสวยงามของธรรมชาติของสองข้างทาง ถนนที่โค้งลดเลี้ยวเห็นวิวภูเขาสลับไปมา เป็นดั่งภาพวาดในฝันที่บรรยายไม่ถูก หากแต่คุณต้องมาสัมผัสด้วยตัวคุณเองเท่านั้น...!

การเดินทาง

          •   โดยรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ มี 2 เส้นทาง

          1. เส้นนครชัยศรี (ถนนเพชรเกษม) หรือทางพุทธมณฑล  เลี้ยวซ้าย เข้า อ.เมือง ราชบุรี ผ่าน อ.โพธาราม ตามทางหลวงหมายเลข 4 เลี้ยวขวา แถวเขางู ผ่าน อ.จอมบึง ตามทางหลวง 3087 และ อ.สวนผึ้ง

          2. เส้น ธนบุรี-ปากท่อ (ถนนพระราม 2) ทางหลวงหมายเลข 35 ผ่าน สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เลี้ยว ขวาเข้า อ.ปากท่อ ผ่าน อ.เมือง ราชบุรี ผ่านเขาแก่นจันทร์ แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าทางหลวง 3208 เข้า อ.สวนผึ้ง


          •   รถประจำทาง

          ท่านสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยท่านสามารถขึ้นรถตู้จากโรงแรมรัตนโกสินตร์ มาลงที่วิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง หรือสามารถขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ขึ้นรถทัวร์ปรับอากาศ ชั้น 1 มาลงที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หลังจากที่ท่านมาถึงที่อำเภอจอมบึงแล้วนั้น ท่านสามารถนั่งรถโดยสารต่อมายังอำเภอสวนผึ้ง โดยรถประจำทางสายจอมบึง - สวนผึ้ง (คันสีน้ำเงิน) ท่านสามารถนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากตลาดอำเภอสวนผึ้ง
http://travel.kapook.com/view20110.html

มหัศจรรย์ สามพันโบก แกรนด์แคนยอนเมืองไทย

มหัศจรรย์ สามพันโบก แกรนด์แคนยอนเมืองไทย





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก คุณ MilkyWay

          หากต้องเดินทางไกลไปสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ อย่าง "แกรนด์แคนยอน" ดินแดนแห่งหินผาและหุบเหว ในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลแตกต่างกันไปตั้งแต่ 381-2,793 เมตร มีความกว้างตั้งแต่ 2-24 กิโลเมตร และลึกประมาณ 1,600 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแวะเวียนไปพิสูจน์ความงามนับเป็นแสน ๆ คนต่อปี... อาจจะดูไกลไปนิด... วันนี้เราขอแนะนำให้รู้จักกับ "แกรนด์แคนยอนเมืองไทย" สถานที่ท่องเที่ยวแสนใกล้ ที่ขอรับรองว่าโดนใจคนไทยแน่นอน นั่นก็คือ... "สามพันโบก" แก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ที่มีความสวยงามมากๆ

          "สามพันโบก" ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณเดือนมกราคม – เมษายน) ทั้งนี้ ที่เรียกว่า "สามพันโบก" เพราะบนแก่งหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง (คำว่า "โบก" เป็นภาษาลาว แปลว่า "แอ่ง") จึงเรียกที่นี่ว่า สามพันโบก


 นอกจากนี้ ลักษณะของแก่งหินยังมีขนาดใหญ่มากคล้ายภูเขากลางลำน้ำโขง ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการ เพราะมีมากกว่า 3,000 แอ่ง ที่นี่จึงได้ฉายาว่า "แกรนแคนย่อนเมืองไทย" ...ถ้าอยากรู้ว่าสวยงามแค่ไหน ต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองค่ะ

          อย่างไรก็ตาม การเดินทางท่องเที่ยวทางเรือไปยังแก่งสามพันโบก นิยมนั่งเรือจากหาดสลึง ที่บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร ล่องตามลำน้ำโขงระยะทาง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่าน "ปากบ้อง" จุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขง ซึ่งมีความกว้างเพียง 56 เมตร และ "หินหัวพะเนียง" เป็นแก่งหินกลางแม่น้ำที่ทำให้แม่น้ำโขงแยกออกเป็นสองสาย หรือสองคอน ในภาษาท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของชื่อ "บ้านสองคอน"


 และในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น ยังมี "ถ้ำ" ที่มีความสวยงามมาก คือ ถ้ำนางเข็นฝ้าย, ถ้ำนางต่ำหูก, หาดหงษ์, หาดหินสี, หลักศิลาเลข, แก่งสองคอน, ภูเขาหิน และหาดแห่ โดยมีที่พักให้นักท่องเที่ยวได้พักอย่างสะดวกสบายริมหาดสลึง พร้อมร้านอาหารไทยและอีสานมากมาย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร โทร.0-4533-8057, 0-4533-8015
hilight.kapook.com/view/35370

ประติมากรรมดิน อ้ายงั่ว แห่งน้ำพระปรง

ไปสระแก้ว ชมละลุ ประติมากรรมดิน อ้ายงั่ว แห่งน้ำพระปรง
สระแก้ว เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ชายแดนเบื้องบูรพาของประเทศไทย บนผืนแผ่นดินที่ชาวบ้านมองว่าไม่มีค่า แม้แต่จะใช้ปลูกพืชอะไรก็ไม่ขึ้น มีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันยิ่งใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จนถูกยกระดับจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้เป็น 1 ใน unseen Thailand แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดสระแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านเนินขามและบ้านคลองยาง ตำบลทัพราช ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 36 กิโลเมตร ก่อนจะไปท่องเที่ยวละลุขอยืดเส้นยืดสายออกกำลังบริหารร่างกายให้ได้เหงื่อกับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย "สระแก้ว แอดเวนเจอร์" กับบรรยากาศฟาร์มโชคทวีชัยร่มรื่นด้วยสวนต้นไม้น้อยใหญ่


เดินทางมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวได้อุ่นเครื่องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมมาแล้วก็ไปลุยดิน เพื่อไม่เป็นการทำลายธรรมชาติไม่ให้รถยนต์เข้าไปในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เพราะการขับรถเข้าไปจะทำให้ดินในบริเวณนั้นเกิดการยุบตัวลง และสร้างความเสียหายให้กับดินละลุ นักท่องเที่ยวสามารถเช้ารถนำเที่ยวเครื่องยนต์สีแดง ตัวรถสีเขียว ประดับด้วยร่มสีหวาน ใช้ในราษฎรเท่านั้นเรียกว่า "อีแต๊ก" นั้นเอง เพื่อเข้าไปชมละลุ พร้อมเป็นการช่วยเหลือให้ชาวบ้านมีรายได้ โดยเสียค่าบริการคันละ 200 บาท โดยสารได้คันละประมาณ 6-8 คน และจะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นรวมถึงยุวมัคคุเทศก์มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของดินละลุอีกด้วย


"ละลุ" เป็นภาษาเขมร แปลว่า "ทะลุ" อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผ่านระยะเวลามายาวนานหลายล้านปี เกิดจากน้ำฝนกัดเซาะผิวหน้าดิน ทำให้ยุบตัวหรือพังทลายลงมา ส่วนสภาพดินที่แข็งกว่าก็จะคงตัวอยู่ด้านบนไม่ยุบตัว ทำหน้าที่เหมือนเป็นดังหมวกเหล็กคุ้มกันชั้นกรวดทรายที่อ่อนกว่าด้านล่าง ซึ่งในทุกๆปี ละลุจะเปลี่ยนรูปร่างของผิวดินไปเรื่อยๆ โดยมีแรงลม และน้ำฝนช่วยกันทำหน้าที่ดังศิลปินคอยตกแต่งกัดกร่อนชั้นดิน เกิดเป็นงานประติมากรรมดินรูปทรงสวยงามแปลกตาให้มีลักษณะเป็นรูปต่างๆ มองคล้ายกำแพงเมือง หน้าผา บ้างมีลักษณะเป็นแท่ง ๆ ตามจินตนาการของแต่ละคน จึงได้รับขนานนามว่าเป็นแกรนด์แคนยอนของเมืองไทยเลยทีเดียว

และในพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ละลุกระจายกันอยู่เป็นจุดๆโดยจะแบ่งละลุออกเป็นโซนๆ ซึ่งแต่ละโซนก็จะมีละลุที่มีลักษณะความสวยงามแตกต่างกันซึ่ง ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ ตอนเช้าและเย็น เพราะช่วงนั้นแสงแดดอ่อนๆ จะส่องกระทบประติมากรรมดินอาบแสงสีทองดูสวยงามจับใจ ทำให้ละลุมีความสวยงามเหมาะแก่การไปเที่ยวชม


ตะวันเริ่มทอแสงแดดอันแรงกล้าถึงเวลาไปพักร้อนเขตท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอวัฒนานคร ชมบรรยากาศเย็นสบายลำน้ำที่ไหลลงมาจาก อุทยานแห่งชาติปางสีดา ด้วยสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จึงกลายเป็น "อ่างเก็บน้ำพระปรง" เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในจังหวัดสระแก้ว สร้างกั้นต้นน้ำห้วยพระปรงซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด ทำให้ชาวบ้านแถวนี้หลังจากว่างเว้นจากการทำไร่ ทำนา หารายได้เสริมด้วยการจับปลาขาย

เสน่ห์ของอ่างเก็บน้ำพระปรงอยู่ที่ได้มานั่งเรือ รับลมชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบอ่างเก็บน้ำ ตกปลา ดูนกป่า นกทุ่ง นกน้ำนานาชนิด โดยเฉพาะนกน้ำขนาดใหญ่ที่หายากใกล้สูญพันธุ์อย่าง "อ้ายงั่ว" นกน้ำหาดูยากชนิดหนึ่ง ขนาดลำตัวยาวประมาณ 90 เซนติเมตร ลำคอยาวเรียวดูคล้ายงู หัวยาวมีจะงอยปากรูปคล้ายมีดปลายแหลม บนแผ่นหลังและปีกมีลายขีดแต้มสีเทาออกขาว ใต้คางและคอมีสีขาว มีแถบเรียบสีขาวจากบริเวณด้านหลังตาพาดลงมาประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวส่วนคอ หางยาวเป็นขนแข็งเรียงกันเป็นรูปพัด ส่วนขาและเท้าสีดำ ชอบเกาะตามกิ่งไม้ที่ทอดยาวยื่นเข้ามาเหนือผืนน้ำเวลานกอ้ายงั่วหากินจะว่ายน้ำโดยลำตัวทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำมีเพียงส่วนหัวและลำคอที่ชูขึ้นมาเหนือน้ำมองคล้ายๆ งูกำลังว่ายน้ำเป็นลักษณะของนกอ้ายงั่วโดยเฉพาะส่วนหัวที่คล้ายกับงู ทำให้ชาวบ้านขนานนามนกอ้ายงั่วอีกชื่อหนึ่งว่า "นกงู"



ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมของทุกปีขณะที่ล่องเรือจะได้เห็นนกอ้ายงั่วเกาะอยู่ตามต้นไม้ตอไม้แห้ง หรือถ้าโชคดีอาจได้เห็นมันดำน้ำจับปลาโชว์คอยาวเหมือนงู เมื่อเรือลอยไปใกล้ก็จะได้เห็นลีลาการบินขึ้นจากน้ำ ด้วยการตีปีกและเท้ากับน้ำก่อนที่จะค่อยๆวิ่งขึ้นเหนือน้ำแล้วบินต่อภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว อ่างเก็บน้ำพระปรงถือเป็นแหล่งหากินของนกอ้ายงั่วที่ใหญ่ที่สุดของไทย นอกจากนี้มีอาหารเมนูปลาหลากชนิดของที่นี่ขึ้นชื่อ จึงเป็นแหล่งพักผ่อนของนักท่องเที่ยวและคนในจังหวัดเป็นอย่างดี


สระแก้ว ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ออกเดินทางไปค้นหา เปิดมุมมองประสบการณ์ชีวิตครั้งใหม่ก่อเกิดความประทับใจ จึงถูกบันทึกลงสู่ความทรงจำแล้วในวันที่คิดถึงสระแก้วก็ยังคงอยู่ในใจเสมอ

สามารถสอบถามข้อมูลและตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครนายก

โทร. 0-3731-2282, 0-3731-2284 เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.หรือดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.tat8.com ติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวกับ www.facebook.com/tatnayokfans และ www.twitter.com/tatnayok

เรื่อง & ภาพ : วุฒิภัทร วิมุกตานนท์
http://travel.sanook.com/950428/%

เกาะนางยวน

เกาะนางยวน


รายละเอียด :
เกาะนางยวน – เกาะในประเทศเขตร้อนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


     ถ้าคุณได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่เกาะเต่าหรือเกาะสมุยในวันหยุดแล้วละก็ ขอแนะนำว่าอย่าพลาดที่จะไปเที่ยวที่เกาะนางยวนเด็ดขาด เพราะเกาะนางยวนที่ประเทศไทยนี่อาจถือเป็นเกาะในประเทศเขตร้อนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ใช้เวลาเดือนทางจากชายฝั่งทางเหนือของเกาะเสม็ดด้วยสปีดโบ้ทเพียงแค่ 1.5 ชั่วโมงคุณก็จะได้พบกับดินแดนแห่งทรวงสวรรค์ เกาะนางยวนนี้ตั้งอยู่ถัดจากเกาะเต่า มีชายหาดที่มีชื่อเสียงเพราะมีเม็ดทรายขาวบริสุทธิ์ราวกับน้ำตาลรวมถึงมีน้ำทะเลเขียวใสราวกับมรกต



   แท้จริงแล้วเกาะนางยวนประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆที่สวยงาม 3 เกาะเชื่อมต่อกันด้วยหาดทรายเล็กๆ (ยาวประมาณ 50 ม.) ซึ่งจะโผล่ให้เห็นเมื่อน้ำทะเลลด เกาะทั้งสามนี้เรียกว่าเกาะเหนือ เกาะกลาง และเกาะใต้ตามลำดับ หากมองไกลๆอาจจะเหมือนคุณกำลังเดินอยู่บนผิวน้ำ!!!



การเดินทางไปจุดชมวิวนั้นใช้เวลาราว 25 นาที แค่เพียงคุณเดินตามป้ายที่เขียนว่าไปจุดชมวิว คุณก็จะได้ไปเจอวิวที่สวยงามที่คุณสามารถเก็บภาพแห่งความประทับใจได้มากมาย และสำหรับบางคนอย่างเช่นฉัน การปีนเขาขึ้นไปจุดชมวิวอาจเป็นเรื่องน่าท้าทายอีกด้วย

          เกาะนี้เปนเกาะที่แสนโรแมนติกที่คุณสามารถปลีกเวลาไปซึมซับบรรยากาศกับคนรักของคุณ

ช่วงเวลาที่น่าไปเที่ยวเกาะนางยวน:
ช่วงตอนบ่าย เพราะช่วงเช้าเกาะนางยวนจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ

นอกจากนี้ ยังไม่ควรจะไปเที่ยวเกาะนางยวนในหน้าฝน ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เพราะจะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามา

วิธีเดินทางไปเกาะนางยวน:
จากเกาะสมุย จะมีบริษัททัวร์มากมายหลายราคาที่จัดนำเที่ยวแบบวันเดียวไปเกาะเต่าและเกาะนางยวน

กิจกรรมที่เกาะนางยวน:
ดำนำ อาบแดด รวมถึงสร้างปราสาททราย



http://www.wikalenda.com/review/content/19-20-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99.html

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

งานไทยเที่ยวไทย2555

งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 24 1-4 มีนาคม 2555 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ไปเที่ยว February 7, 2012 โดย นายหัว
งานไทยเที่ยวไทย 2555

งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 24
จัดโดยบริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นมหกรรมงานท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ภายใต้ธีม ร้อนนี้ซ่า ท้าทุกที่เที่ยว วันที่ 1 – 4 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานไทยเที่ยวไทย 2555นี้ จะมีผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,185 รายมานำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ โรงแรม รีสอร์ท สปา บริษัททัวร์ สายการบิน รถเช่า เรือท่องเที่ยว สถานบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ สวนสัตว์ สวนสนุก บัตรบุปเฟ่ต์ ภัตตาคาร อุปกรณ์การเดินทาง แค้มปิ้ง ดำน้ำ รวมถึงสินค้าของฝากของที่ระลึกทั่วไป ในราคาโปรโมชั่นสุดร้อน พร้อมรับข้อเสนอดี ๆ ทั้งส่วนลดเพิ่มสูงสุด 25 % จากบัตรเครดิต CITIBANK และ HSBC และไฮไลท์ ต่าง ๆ มากมาย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมงานไทยเที่ยวไทย 2555 Call 02-683-3065

อัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา (ตลาดน้ำยามเย็น) : จังหวัดสมุทรสงคราม

         ภาพของผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางรอยยิ้มเสียงหัวเราะน้ำใจไมตรี ภาพการทำมาหาเลี้ยงชีพการค้าขายสินค้าและอาหารนานาชนิด โดยอาศัยแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางในการสัญจรใช้เรือพายเป็นพาหนะในการเดินทาง เหล่านี้ถือเป็นวิถีชีวิตอันงดงามที่คุ้นตาคนไทยแถบคลองอัมพวามาเนิ่นนาน และยังเป็นภาพชีวิตที่ทำให้ชุมชนแถบนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสตะวันออกแห่งสุดท้ายในสยาม”

         ตลาดน้ำอัมพวาเป็นตลาดน้ำยามเย็นที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในสมุทรสงคราม แม้เวลาที่ผ่านไปจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการอาศัยแม่น้ำลำคลองเป็น ช่องทางทำกินไปอยู่ริมถนนแทน แต่ชาวอัมพวาก็ยังคงสืบสานปณิธาณในการอนุรักษ์รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้าน เรือน และการประกอบสัมมาอาชีพไว้อย่างครบถ้วน

ชิมอาหารพื้นบ้านทั้งคาวหวาน

           เมื่อแรกย่างก้าวเข้ามาสู่ตลาดน้ำอัมพวา สิ่งที่รอคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนอยู่ตรงหน้า คือภาพของตลาดที่มีชีวิตชีวาและ ครึกครื้นยิ่งกว่าตลาดใดๆที่เคย พบเจอภาพรอยยิ้มเสียงหัวเราะและ คำทักทายอันมีไมตรีจิตภาพเรือพายที่นำเอานานาสินค้าแปลกตา และอาหารถูกใจมาจอดเทียบท่าเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว เข้ามาอุดหนุนจนเต็มลำคลอง ภาพนักท่องเที่ยวที่ต่างเพลิดเพลินกับการจับจ่ายเลือกซื้อสินค้า และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน… นับเป็นเสน่ห์อันมีเอกลักษณ์ที่แสนเย้ายวนใจของตลาดน้ำอัมพวาอย่างแท้จริง

ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำ

           ก่อนที่จะมาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาในตอนเย็น นักท่องเที่ยวบางคนก็นิยมล่องเรือชมทิวทัศน์ของแม่น้ำแม่กลองเพื่อชมวิถีชิต และบ้านเรือนริมน้ำ ที่จะได้เห็นตลอดทางที่เรือแล่นไป หรืออาจจะแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างที่น่าสนใจ เช่น วัดบางแคน้อบ ค่ายบางกุ้ง โบสต์คริสต์ เป็นต้น






ที่มา :: http://www.phudoilay.com/central/samutsongkhram/amphawa.php

เกาะทะลุ...สวรรค์ใส ๆ กลางอ่าวไทย

      

   เสียงสายลมเกรียวกราวพัดยอดมะพร้าวแข่งกับเสียงเกลียวคลื่น คือสัมผัสแรกเมื่อมาถึงบางสะพานน้อย อำเภอแสนน่ารักแห่งประจวบคีรีขันธ์ ด้วยว่าที่นี่มีหาดทรายยาวเหยียดงามตา เรามุ่งหน้าสู่ท่าเรือบ้านมะพร้าว ลงเรือยอชต์สีขาวสองชั้นมุ่งหน้าฝ่าแดดลมโล้คลื่นสู่ "เกาะทะลุ" ที่มีหาดทรายขาว น้ำใสแจ๋ว ปะการังสวยไม่แพ้ฝั่งทะเลอันดามันแม้แต่น้อย
 มหัศจรรย์เกาะทะลุ
          เพียง 20 กว่านาที เรือก็เทียบท่าบนเกาะทะลุ ฟ้าใสแจ่มเป็นสีครามเข้ม แสงอาทิตย์ส่องทะลุผืนทะเลมรกตลงไปเห็นฝูงปลาตัวน้อยแหวกว่ายอยู่นับพัน ๆ บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลที่ยังมีอยู่มาก หลังจากอาหารเที่ยงแบบบุฟเฟต์แสนอร่อยและนั่งพักจนข้าวเรียงเม็ดแล้วก็ได้เวลาเปลี่ยนชุด ลงเรือสปีดโบ๊ตไปดำน้ำและตกหมึก ทว่าก่อนอื่นเราต้องไปชมแลนด์มาร์กและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกาะทะลุกันก่อน นั่นคือ "ช่องทะลุ" ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ทะลุถึงกันสองด้านแอบอยู่ใต้เพิงผาคล้ายสะพานหิน อันเกิดจากการสึกกร่อนเพราะคลื่นลมกัดเซาะอยู่นับพัน ๆ หมื่น ๆ ปี  หากเรานำแผนที่เกาะทะลุมากางดูจะเห็นว่า เกาะแห่งนี้มีรูปร่างยาวรี หัวท้ายแหลม ตั้งอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ โดยชายฝั่งด้านตะวันตกก็คือบริเวณที่มีรีสอร์ท อ่าวงาม ๆ และทิวมะพร้าวร่มรื่น ผิดกับฝั่งด้านตะวันออกที่หันออกสู่ทะเลเปิดจะมีแต่ผาหินสีแดง ลงเล่นน้ำไม่ได้เลย


 ล่องเรือสำรวจเกาะ
          ทางรีสอร์ตพาเราออกเรือเพื่อจะได้ทำความรู้จักกับเกาะทะลุมากขึ้น พบว่าแท้จริงที่นี่มี 4 อ่าวเรียงกันอยู่ด้านตะวันตกของเกาะคือ "อ่าวมุก" อ่าวเล็ก ๆ ที่ยาวเพียง 300 เมตร เต็มไปด้วยความสงบร่มรื่นของทิวมะพร้าวโอนเอน ผู้คนไม่พลุกพล่านเหมาะมานอนอาบแดดเงียบ ๆ ถัดมาคือ "อ่าวใหญ่" ที่ใหญ่สมชื่อเพราะยาวถึง 900 เมตร เป็นหาดยาวที่สุดบนเกาะทะลุ มีบริการเล่นเรือใบ พายเรือคายัค ถัดไปอีกนิดคือ "อ่าวไทรใหญ่" อันเป็นส่วนของพี่พักและ Beach Bar ที่เราไปนั่งสรวลเสเฮฮากันเมื่อคืน สุดท้ายปลายเกาะด้านใต้คือ "อ่าวเทียน" อ่าวเล็ก ๆ สั้น ๆ มีโขดหินสีเข้มกระจายอยู่ทั่วไป หาดนี้ไม่มีที่พัก จึงเงียบสงบเป็นส่วนตัวที่สุด
 ชมปะการัง-ตกหมึก
          รู้จักเกาะสวรรค์แห่งนี้กันดีแล้ว จากนั้นความสนุกสนานก็เริ่มขึ้น เราลงดำน้ำดูปะการังกับฝูงปลาอยู่หน้าช่องทะลุ ที่นี่มีปลาแปลก ๆ สีสวย ๆ ผลัดกันแหวกว่ายมาโชว์ เช่นเดียวกับปะการังแข็งหลากชนิด ทั้งปะการังโขด ปะการังเขากวาง และมีหอยมือเสือตัวเป้ง ๆ ดูน่าตื่นตาตื่นใจดี ไม่นานนักเรือก็แล่นเวียนกลับไปทางตะวันตกของเกาะ แล้วหยุดให้พวกเรา "ตกหมึก"  ซึ่งส่วนมากเป็นหมึกกระดองที่ว่ายอยู่เป็นฝูง ๆ ในน้ำลึก เราจึงต้องใช้ปลาตัวเล็กเกี่ยวเหยื่อแล้วหย่อนสายเอ็นลงไปในน้ำ เมื่อกระตุกสายเอ็นขึ้นลงเป็นจังหวะ ไม่นานก็มีเสียงเฮเพราะได้หมึกแล้ว "นี่ถ้าออกเรือในคืนเดือนมืด แล้วเปิดไฟเรือล่อไว้รับรองว่าจะได้หมึกเพียบเลย" คนเรือเล่าให้ฟัง
          เวลาแห่งความสนุกสนานกับท้องทะเลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอนิดเดียวก็เย็นซะแล้ว เรามาดินเนอร์ริมหาดในร้านอาหารกลางแจ้งแสนโรแมนติก ลมทะเลพัดโชยชื่นใจพร้อมกับละเลียดชิมอาหารทะเลสด ๆ อร่อย ๆ ไปด้วย จากนั้นไปนั่งเล่นกันต่อที่ Beach Bar อ่าวใหญ่ ฟังเพลงเบา ๆ เคล้าธรรมชาติช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแสนสุขให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ที่นี่ยังมีบริการสอนดูดาวที่กระจ่างอยู่เต็มฟ้าด้วยหากคุณยังไม่ง่วงจนเกินไป


 อำลาเกาะทะลุ
          วัดถัดมาหลังอาหารเช้า เราออกไปสำรวจเกาะกันต่อ พร้อมกับทำกิจกรรมจิตอาสา ช่วยกันปลูกปะการังกลับคืนสู่ท้องทะเล ด้วยการนำก้านปะการังอ่อนติดไว้กับท่อพีวีซี แล้วให้นักประดาน้ำดำลงไปวางไว้ในทะเล รอวันให้มันเติบโตขึ้นทีละน้อยเป็นสมบัติล้ำค่าต่อเติมชีวิตใต้ห้วงน้ำสีครามต่อไป
          เราเดินฝ่าแดดใสกลับมาถึง Beach Bar รีบสั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ มาเรียกความสดชื่นคลายร้อน ระหว่างนั่งคุยกันมีประโยคหนึ่งสะกิดใจ "เช้าสบาย สายสนุก ทุกข์ไม่มีที่เกาะทะลุ..." เอ้อ...จริงด้วยนะ ตั้งแต่มาถึงที่นี่เรามีแต่ความสุข ยังไม่มีใครบ่นว่าเบื่อหรืออยากกลับบ้านเลย นี่สิ "เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทย" หนึ่งในหัวใจเราอย่างแท้จริง
 Fast Fact
          ฤดูกาล : เกาะทะลุเที่ยวได้ตลอดปี แต่อากาศดีที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ท้องฟ้าใส คลื่นลมสงบดี
          การเดินทาง : ช่วงแรก เดินทางด้วยรถยนต์ เริ่มจากอำเภอเมืองประจวบฯ -อำเภอบางสะพานน้อย ระยะทาง 110 กม. ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 จากนั้น เลี้ยวซ้ายที่ กม. 399 เข้าถนนสาย 3497 ผ่านโรงพยาบาลและที่ว่าการอำเภอบางสะพานน้อย จนถึงท่าเรือบ้านปากคลอง หรือท่าเทียบเรือบ้านมะพร้าวรีสอร์ท ซึ่งมีอาคารสำนักงานของเกาะทะลุ รีสอร์ทตั้งอยู่ ช่วงที่สอง นั่งเรือข้ามจากฝั่งไปเกาะทะลุ ถ้าไม่ได้ซื้อแพ็กเกจของเกาะทะลุ รีสอร์ทก็ต้องเหมาเรือประมงของชาวบ้าน ไปดำน้ำแบบ One-Day ค่าเช่าเรือ 3,000-4,000 บาท (ควรเตรียมอุปกรณ์ดำน้ำไปเอง) แต่ถ้าซื้อแพ็กเกจทัวร์ของเกาะทะลุ รีสอร์ท จะมีบริการพาไปดำน้ำด้วย
          ที่พัก : เกาะทะลุเป็นเกาะส่วนตัว มีรีสอร์ทอยู่แห่งเดียว คือ Koh Talu Island Resort สำนักงานหัวหิน โทร. 032-442-636, 08-9744-5639, 08-9744-7995 สำนักงานอำเภอบางสะพานน้อย โทร. 08-9918-3715 http://www.taluisland.com/ บนเกาะมีอาหารบริการครบสามมื้อ สำหรับผู้ที่ซื้อแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ส่วนใครที่ซื้อแพ็กเกจ One-Day Trip ก็มีบริการอาหารและเครื่องดื่มอย่างครบครัน

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

บทความที่ 15 น้ำตกทีลอซู


ทีลอซู อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก - น้ำตกทีลอซู
น้ำตกทีลอซู มหัศจรรย์แห่งสายน้ำ สวยติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลก


 น้ำตกทีลอซูตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กม. ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย1
ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามมากและจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม
http://xn--12cu2ajh9esc9a4a7bylxb.com/

บทความที่ 14 พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน



พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน


พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ยังมีสถานที่อันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่านามเป็น อาคารไม้ที่งดงามยิ่ง สร้างขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของพรรณไม้ร่มรื่นและหาดทราย ขาวสะอาดตา ผสานเสียงเกลียวคลื่นดังกระทบฝั่งอยู่เป็นระยะๆ นับเป็นบรรยากาศที่สงบและรื่นรมย์ดุจดังแต่กาล ก่อน เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชนิเวศน์แห่งนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2467 พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระรามหก และเมื่อผู้ไป เยือนเข้าไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่หาดทราย ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบและร่มรื่น ของพระราชนิเวศน์อัน งดงามแห่งนี้ ซึ่ง ประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งใหญ่ 3 องค์ ปลูกเรียงรายไปตามแนวชายหาด ทุกองค์สร้างอย่างแบบ ยุโรปสิ่งที่น่ายกย่องของสถานที่แห่งนี้ ได้แก่ ความตั้งใจและความพยายาม ที่จะสร้างที่ประทับ ให้เหมาะสมกับ สภาพภูมิประเทศและ ภูมิอากาศอย่างแท้จริงโดยปรับให้เข้ากับภูมิอากาศของไทยที่ร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี

นับตั้งแต่ใต้ถุนที่โปร่งโล่ง เปิดรับลมทะเลที่พัด เข้าสู่หมู่พระที่นั่งให้ความเย็นสบายตลอดวัน หลังคาทรงปั้นหยาซึ่ง กันแดดและฝนได้ดี กระเบื้องมุงหลังคาทำด้วยซีเมนต์เคลือบสีแดง แนวระเบียงเชื่อมองค์พระที่นั่งทั้งสามอย่าง ฝรั่ง ที่เรียกว่า คัฟเวอร์เวย์ (Cover Way) ให้ความสะดวกสบายและปลอดภัยในการสัญจรไปมา ไม่ต้องเดินขึ้นลง บันไดบ่อยๆ พื้นระเบียงและพระที่นั่งทำด้วยไม้สักลงเงา ดูโอ่อ่าสวยงามยิ่ง ส่วนเพดาน ใช้คานไม้ดัดโค้งบรรจุ ระหว่าง ช่วงเสาทุกช่วงตลอดแนวระเบียง เพิ่มความอ่อนช้อยให้กับพระราชนิเวศน์ เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรม ยุโรปซึ่งจัดจังหวะโค้งของวงกบหน้าต่างตอนบน ให้ความอ่อนหวานและยังคงได้รับความนิยมสืบมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชนิเวศน์แห่งนี้ มีตำนานที่เล่าขานต่อๆ สืบเนื่องมาจากเมื่อคราวที่พระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ทรงพระครรภ์์นั้น องค์พระมหาธีรราชเจ้าทรงพระเกษมสำราญยิ่งด้วยทรงมุ่งหวังว่าจะทรงมีพระปิโยรส แต่ความหวังทั้งมวลก็สิ้น สลายเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไม่สามารถมีพระประสูติกาลได้ ยามนั้นพระองค์ท่านทรงอภิบาลพระมเหสีด้วย น้ำพระทัยเป็นห่วงและเศร้าสร้อย ณ พระที่นั่งสมุทรพิมานแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อพระราชวังแห่งความรักและ ความหวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันพร้อมด้วย สมเด็จ พระนางเจ้าสุวัฒนาฯ อีกครั้งระหว่างวันที่ 12 เมษายน ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2468การเสด็จครั้งนี้เสมือน หนึ่งการเสด็จมาเพื่ออำลาพระราชนิเวศน์ที่ทรงรักโดยแท้ เพราะเมื่อเสด็จกลับพระนครแล้ว ต่อมาไม่นานก็เสด็จ สวรรคต

จากวันนั้นนับเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 70 กว่าปีแล้ว พระราชนิเวศน์ได้ถูกทอดทิ้งจนทรุดโทรมลงเป็น ลำดับ จนกรมตำรวจได้เข้ามาดูแลเป็นการถาวร โดยใช้เป็นที่ตั้ง กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและได้ทำการบูรณะซ่อมแซม ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมจนงดงามร่มรื่น วันนี้ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ได้เผยความงามอันล้ำค่าจากงานฝีมือของช่างไทยและช่างยุโรปในอดีต ผสมผสาน มาเป็น งานสถาปัตยกรรมอันงดงามนุ่มนวล เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมเยือน และควรแก่การทะนุถนอม หวงแหนเป็นมรดกล้ำค่าของอนุชนชาวไทยสืบไป
สิ่งที่น่าภายในพระราชนิเวศน์
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ประกอบด้วย พระที่นั่งสามองค์ คือ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ พระที่นั่งสมุทรพิมาน
1. พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์
สร้างเพื่อเป็นที่ประชุมและจัดงานสโมสรต่างๆ รวมถึงการแสดงละคร ซึ่งพระองค์โปรดอย่างยิ่ง ลักษณะเป็นอาคาร ไม้สองชั้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างเป็นโถงโล่ง ชั้นบนด้านทิศใต้ มีระเบียงเป็นที่ี่ประทับ เวลาเสด็จออก และมี ระเบียบรอบ ปล่อยส่วนกลางโล่ง หลังระเบียงที่ประทับ มีห้องซึ่งปัจจุบันจัดแสดงเรื่องราว และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง กับความเป็นมา และการบูรณะพระราชนิเวศน์แห่งนี้ไว้อย่างน่าชม


2. พระที่นั่งสมุทรพิมาน
มีทางเดินเชื่อมต่อจากพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ลงมาทางใต้ พระที่นังองค์นี้เคยเป็นที่ประทับในพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าฯ อาคารด้านหน้า ประกอบด้วย ห้องสรง ห้องพระบรรทม และห้องทรงพระอักษร ซึ่งมีการจัดวาง สิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องเรือน ส่วนพระองค์ให้ชม อาคารส่วนกลางเป็นห้องโล่งกว้างมีเพียงลูกกรงกั้นโดยรอบ ลักษณะคล้ายศาลา เป็นที่ซึ่งพระองค์โปรดประทับในเวลากลางวัน ปัจจุบันจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐาน พระบรมรูปให้คนทั่วไปได้สักการะ อาคารด้านหลังปีกทางทิศใต้ เคยเป็นที่ประทับของพระนางเจ้าสุวัทนาพระวร ราชเทวี ในการเสด็จประทับครั้งที่ 2 จากด้านหน้าของพระที่นั่งองค์นี้ มีทางเดินทอดยาวไปจดชายหาดพร้อม ทั้งมีพลับพลาสำหรับเปลี่ยนเครื่องทรง เมื่อเสด็จลงสรงน้ำทะเลด้วย


3.พระที่นั่งพิศาลสาคร
อยู่ถัดจากพระที่นั่งสมุทรพิมาน ไปทางทิศใต้ เคยเป็นที่ประทับของพระนางอินทรศักดิ์ศจี ในการเสด็จมาประทับ ครั้งแรก และเป็นกลุ่มอาคารสำหรับฝ่ายใน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเป็นเอกเทศจากส่วนที่ประทับ มีบันได ขึ้นลงชายหาดและพลับพลาริมทะเล ซึ่งทอดขนานไปกับ พระที่นั่งสมุทรพิมาน ซึ่งเป็นส่วนของฝ่ายหน้า
4.สวนเวนิสวานิช
สวนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องเวนิสวานิช ที่แปลมาจากเรื่องThe Merchant of Venice ของวิลเลี่ยม เช็กสเปียร์ นักประพันธ์ชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ ที่พระองค์ท่านทรงคงลีลาและฉันทลักษณ์ การแปล ไว้คำต่อคำใกล้เคียงกับต้นฉบับจริงมากที่สุดสวนแห่งนี้ออกแบบในสไตล์เรอเนส ซองและที่กำหนด สร้างไว้ ณ จุดหน้าสุดของเขตพระราชฐานก็เพื่อเป็นจุดนัดพบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เฉกเช่นเดียวกับเมืองเวนิส ที่เป็นสถานที่พบปะของผู้คน และเป็นแหล่งการค้า ในบทประพันธ์ของเช็กสเปียร์

5.สวนศกุนตลา
ลานกว้างที่ใช้ต้นเข็มนานาพันธุ์ทำเป็นกำแพงล้อมรอบสวน พื้นที่ภายในสวนแห่งนี้ใช้เป็นเหมือนเวทีจัดการแสดง อาทิ การแสดงโขน การแสดงละครในฤดูหนาว รวมถึงการจัดเลี้ยงรับรองต่างๆ จากสวนศกุนตลาพื้นอิฐหกเหลี่ยม สีแดงอ่อนตัดกับสนามหญ้าสีเขียว ทอดยาวพาเราไปด้านหน้าทางขึ้นพระราชวังที่รายล้อม ด้วยความร่มรื่นของ ไม้ยืนต้นนานาพันธุ์ และพุ่มไม้ดอกที่แข่งกันชูช่อประชันสี ราวกับภาพเขียนสีน้ำมันที่จิตรกรเอกบรรจงวาดอย่าง ไว้ อย่างสุดฝีมือ
6.สวนมัทนะพาธา
รอบด้วยระเบียงทั้งสามด้าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธา หรือตำนานดอกกุหลาบ อันเป็นบทละครพูดคำฉันท์ที่มีการใช้สัมผัสและฉันทลักษณ์ได้ถูกต้องและมีความไพเราะยิ่ง และได้รับการยกย่อง ว่าเป็นยอดบทละครพูดคำฉันท์ "สวนมัทนะพาธา ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยแนวไม้พุ่มลายอ่อนช้อย โดยเลือกใช้ต้นข่อย ซึ่งมีพุ่มหนาแน่น ทนต่อแดด และไอทะเลได้ดีนั่นเอง

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน
- วันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.
- วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.00 น.
- ค่าเข้าชม ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท รับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือถึง
ผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3250 8039
การเิดินทางไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
1.รถยนต์ส่วนตัว
จาก อ.ชะอำ ใช้ ถ.เพชรเกษม ผ่านสี่แยกชะอำ โรงแรมรีเจนท์ชะอำ จนถึงหลัก กม.216 ซ้ายมือจะเป็นประตูทางเข้า ค่ายพระรามหก เข้าไปประมาณ 3 กม. มีป้ายบอกเป็นระยะ พระราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ริมทะเล
2.รถโดยสารสาธารณะ
ขึ้นรถสายเพชรบุรี - หัวหิน หรืออาจนั่งรถตู้หน้าเซ็นจูรี่สายหัวหิน ลงตรงหาดชะอำแล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มาส่งเที่ยวเดียว ราคาประมาณ 60 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง)
บทความและเรื่องราวท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
"พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" พระราชวังแห่งความรักและความหวัง
เปิดมุมมองใหม่ ในจังหวัดเพชรบุรี
http://www.paiduaykan.com/76_province/central/phetchaburi/marukathaywan.html